1 . ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยใช้ไข่ขาวมาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง
แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ
ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ
หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก
2. ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆของหมากฝรั่งไปมา
ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมดแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ
3. ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน
เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น
4. ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง
แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง
ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน
5. มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง
แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว
มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป
6. พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด
เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้
7. เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้
เฉลย : จริง
ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที
ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม
ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น
8. เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง
การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกรียม
หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก
ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก
นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด
จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น
9. นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยให้หย่อนเหรียสลึงลงไปในแจกัน
ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญจะช่วยยับยั้งการเจริญ
เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา
10. ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก
น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น
ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อช่วยดูดกลิ่น
“ทำไมต้องมีการปรับอุณหภูมิช็อกโกแลตให้ได้ที่ และอุณหภูมิที่ได้ที่คืออะไร”
เหตุผลข้อแรกที่เราต้องปรับอุณหภูมิของช็อกโกแลต ก็เพราะเมื่อเราซื้อช็อกโกแลตมา ช็อกโกแลตจะอยู่ในรูปของของแข็ง ไม่ว่าจะเป็นแท่งหรือเป็นเม็ดก็ตาม เราจึงจำเป็นต้องละลายช็อกโกแลต เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้เสียก่อนและนี่คือเหตุผลที่เราต้องควบคุมอุณหภูมิ คุณสมบัติที่ดีของช็อกโกแลตที่เรามองข้ามไม่ได้เลยนั่นคือ… “ความเงา”
และความเงาของช็อกโกแลตนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีการปรับอุณหภูมิให้ช็อกโกแลตแล้ว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอุณหภูมินี้เหมาะแล้วกับช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่นิยมใช้ทำขนมนั้นมีอยู่ 3 ประเภทและแต่ละประเภทมีอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่เท่ากันนั่นคือ
ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 26 - 27 องศาเซลเซียส
ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 28 - 29 องศาเซลเซียส
ช็อกโกแลตดำ (dark chocolate) จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 31 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้ยังสามารถปรับอุณหภูมิช็อกโกแลตอย่างง่าย ได้อยู่ 2 วิธี…
วิธีที่ 1 : อุ่นโดยใช้เตาไมโครเวฟ
ขั้นแรกหาภาชนะที่สามารถเข้าในไมโครเวฟได้ก่อนนะคะ แล้วใส่ช็อกโกแลตลงไปอุ่นด้วยความร้อนระดับ 60 องศาเซลเซียสหรือระดับปานกลางใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณของช็อกโกแลตด้วย ลองมาเช็คอยู่เรื่อยๆ ว่าช็อกโกแลตของคุณละลายได้ที่หรือยัง ถ้าเห็นว่าบางส่วนยังไม่ละลายลองเอาช้อนคนให้เข้ากันเรื่อยๆ ก่อนสักพัก ถ้ายังไม่ได้ที่อีกให้อุ่นต่ออีกรอบค่ะแต่ใช้เวลาน้อยลงนะคะ (ประมาณ 30 วินาที) ถ้านานกว่านี้ช็อกโกแลตอาจจะไหม้ได้ค่ะ
หลังจากนั้นลองเอาช้อนแตะช็อกโกแลตแล้วนำมาแตะที่ริมฝาปากดูว่า… ช็อกโกแลตของคุณร้อนหรือเปล่า เพราะริมฝีปากเป็นส่วนที่รับรู้ความรู้สึกได้ดีกว่าส่วนอื่น ถ้ารู้สึกว่าร้อนเกินไปให้เอาช้อนคนไปเรื่อยๆ ถ้าช็อกโกแลตมีปริมาณมากสามารถนำไปคนบนน้ำแข็งได้ แต่หากไม่แน่ใจลองเอาช็อกโกแลตหยดลงบนกระดาษไขก็ได้ค่ะ รอจนกว่าช็อกโกแลตแข็งตัว และสังเกตดูหากช็อกโกแลตแข็งตัวจนสามารถแกะออกจากกระดาษไขได้และเป็นเงา นั่นก็คือใช้ได้ค่ะ
วิธีที่ 2 : ตุ๋นช็อกโกแลตบนเตา
วิธีนี้ให้นำช็อกโกแลตไปตุ๋น โดยต้องคนตลอดเวลาพอละลายก็ยกช็อกโกแลตลง ต้องระวังให้ดีอย่าตุ๋นนานเพราะช็อกโกแลตจะร้อนเกินไป ส่วนวิธีทดสอบก็ใช้วิธีเดียวกับการใช้ไมโครเวฟ ถ้าตอนนี้ช็อกโกแลตของคุณเป็นเงาแล้ว ก็สามารถลงมือทำขนมเมนูช็อกโกแลตกันได้เลยค่ะ ^ ^
ประเภทของขนมปัง
ขนมปังเป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบที่ทำมาจากแป้งสาลี น้ำตาล ไขมัน เกลือ ของเหลว และสารปรุงแต่งต่างๆ โดยสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้ …
1. ขนมปังผิวแข็ง (Hard Bread)
มีปริมาณน้ำตาล 0-2 % มีรูปร่างเป็นท่อนกลมยาวหรือสั้น ลักษณะผิวและเนื้อค่อนข้างแข็ง เช่น ขนมปังฝรั่งเศส ขนมปังขาไก่ ขนมปังเวียนนา ถ้าเป็นก้อนกลมเรียกว่า “ฮาร์ดโรล” (Hard Roll)
2. ขนมปังจืด (Loaf Bread)
มีปริมาณน้ำตาล 4-10% ไขมัน 6-12% ผิวและเนื้อขนมปังจะนุ่มกว่าชนิดแรกมีรูปร่างเป็นกะโหลก และแบบสี่เหลี่ยม เช่น ขนมปังแซนด์วิช ขนมปังหัวกะโหลก ขนมปังรำ
3. ขนมปังซอฟต์โรล (Soft Roll)
มีปริมาณน้ำตาล 10-15% ไขมัน 6-12% ลักษณะเนื้อนุ่มกว่าขนมปังปอนด์ มีรสหวาน ได้แก่ ขนมปังชนิดหวานต่างๆ เช่น ซอฟต์บัน ขนมปังลูกเกด ขนมปังไส้หมูหยอง
4. ขนมปังหวาน (Sweet Dough)
คล้ายกับ Soft Roll ต่างกันตรงที่หวานกว่า มีน้ำตาลมากกว่า 16% ไขมัน 12-24% ขนมปังหวานสูตรเดียวสามารถดัดแปลงให้เป็นรูปร่างต่างๆ มากมาย เช่น ขนมปังมะพร้าว ซินนามอนบัน (จินธนาและคณะ : 2539)
ขนมปังหวานก็เป็นขนมปังชนิดหนึ่ง ที่คนไทยในปัจจุบันนิยมบริโภคเป็นจำนวนมากด้วยรสชาติที่เข้มข้นกว่าขนมปังชนิดอื่น เนื่องจากขนมปังประเภทนี้จะใช้ปริมาณน้ำตาล นม ไขมันและไข่ สูงกว่าขนมปังชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถบรรจุไส้ต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติ ส่วนการตั้งชื่อขนมปังนั้น ส่วนใหญ่จะเรียกชื่อตามไส้ที่บรรจุ
วัตถุดิบที่ใช้ในการทำขนมปัง
1. แป้งสาลี
แป้งสาลีที่ใช้ในการทำขนมปัง ควรเป็นแป้งที่มีคุณภาพดี โดยทั่วไปแล้วจะนิยมใช้แป้งขนมปังโดยตรง แต่ถ้าต้องการความนุ่มของขนมปังมากขึ้นจากเดิมก็อาจจะผสมแป้งสาลีชนิดเบาเข้าไปด้วยก็ได้ เช่น แป้งสาลีอเนกประสงค์หรือแป้งเค้ก ซึ่งเนื้อสัมผัสที่ออกมานั้น จะเบากว่าการใช้แป้งขนมปังเพียงอย่างเดียว
2. น้ำตาล
โดยทั่วไปแล้วการทำขนมปังจะนิยมใช้น้ำตาลทรายขาวเป็นส่วนผสม ซึ่งน้ำตาลไม่ได้ให้ความหวานแก่ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้เกิดสีแก่ผลิตภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่รักษาสุขภาพจะนิยมใช้น้ำตาลทรายแดงมาประกอบในการทำขนมปัง โดยน้ำตาลทรายแดงจะเป็นตัวช่วยทำให้ขนมมีสีน้ำตาลสวย และยังช่วยให้กลิ่นของขนมหอมอีกด้วย การเลือกใช้น้ำตาลในการทำขนมปังควรเลือกใช้น้ำตาลที่ละเอียด เม็ดเล็กเพื่อการละลายที่ดีในการนวด
3. ไขมัน
ไขมันที่ใช้ในการทำขนมปังนั้น ส่วนมากจะนิยมใช้เนยสด เนยขาว หรือมาร์การีน แต่บางสูตรก็อาจจะใช้น้ำมันพืชแทนไขมันตัวอื่นก็”ด้ ไขมันจะช่วยให้ขนมปังมีความนุ่ม มัน และมีรสชาติที่หอม
4. ไข่ไก่
ไข่ไก่จะช่วยให้ขนมปังมีกลิ่น รส สีสัน และเนื้อสัมผัสที่ดี ที่สำคัญโปรตีนของไข่ไก่ยังช่วยทำให้ขนมปังมีโครงสร้างที่ดีอีกด้วย
5. น้ำ
น้ำจะช่วยให้เกิดกลูเต็นในระหว่างการผสม นอกจากนั้นยังเป็นตัวช่วยทำละลายส่วนผสมอื่นๆ อีก เช่น เกลือป่น น้ำตาลทราย โดยทั่วไปแล้วจะนิยมใช้น้ำที่เย็นในการนวดขนมปัง เพื่อเป็นการช่วยลดอุณหภูมิในระหว่างการนวด ซึ่งปกติแล้วในขั้นตอนการนวดนั้น แป้งจะเกิดการเสียดสีกันมาก จึงทำให้ก้อนแป้งมีอุณหภูมิที่ร้อน
6. ยีสต์
ยีสต์เป็นส่วนผสมที่สำคัญชนิดหนึ่งของการทำขนมปัง ยีสต์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการหมักที่ดี ทำให้ขนมปังพองตัวขยายใหญ่ขึ้น
7. นม
นมที่ใช้ในการทำนมปังมีอยู่หลายชนิด เช่น นมสด นมผง นมข้นจืด ส่วนการใช้นั้นขึ้นอยู่กับสูตร โดยนมจะช่วยให้ขนมปังมีความมันและสีสวยเมื่ออบสุก
8. เกลือป่น
หน้าที่สำคัญของเกลือป่นคือช่วยเน้นรสชาติของส่วนผสมอื่นๆ การใช้เกลือป่นนั้นควรเลือกใช้เกลือป่นที่ละเอียดและเม็ดเล็ก เพื่อการละลายที่ง่ายในขั้นตอนการนวด
9. กลิ่น รส เครื่องเทศ
กลิ่น รส เครื่อเทศที่ใช้ในการทำขนมปังนั้น โดยส่วนใหญ่และใช้เพื่อให้ขนมปังดูน่ารับประทานมากขึ้น อาทิเช่น วานิลา เครื่องเทศจำพวก ออริกาโน ลูกจันทน์ อบเชยป่น เป็นต้น
ข้อมูลจาก : ขนมปังเสริมรายได้ 60฿ (สำนักพิมพ์แม่บ้าน)
ขั้นตอนพื้นฐานในการทำขนมปัง
1. การผสมแป้ง
การผสมแป้งนั้น โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งส่วนผสมออกเป็น 3 ส่วน คือ …
ส่วนที่ 1 ส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้ง ยีสต์ สารเสริมคุณภาพ นมผง (ถ้ามีในสูตร) ร่อนผสมเข้าด้วยกัน
ส่วนที่ 2 ส่วนผสมของเหลว ได้แก่ น้ำเย็น น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เกลือป่นและนมสด หรือนมข้นจืด (ถ้ามีในสูตร) คนเข้าด้วยกันจนละลาย
ส่วนที่ 3 ส่วนผสมไขมัน ได้แก่ เนยสด เนยขาว มาร์การีน หรือน้ำมันพืช
การผสมแป้งวิธีนี้จะช่วยให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี และช่วยให้กลูเต็นในแป้งถูกผสมจนถึงจุดที่ใช้ได้ โดยจะสังเกตได้จากการรวมตัวกันของก้อนแป้ง ไม่เหนี่ยวติดมือ และเครื่องผสมมีความนุ่มเนียนและสามารถดึงเป็นแผ่นบางๆ ได้โดยไม่ขาดง่าย แต่ถ้าผสมแป้งหรือนวดแป้งน้อยเกินไปนั้น จะทำให้แป้งมีความยืดหยุ่นได้น้อย ปริมาตรหรือขนาดของขนมจะลดลงหรือจะมีเนื้อสัมผัสที่หยาบ
2. การหมักแป้งหลังจากการผสม
แป้งหลังจากการผสม ควรมีการพักแป้งก่อนสักระยะหนึ่ง เพื่อให้แป้งคลายตัว ในการหมักนั้น โดยทั่วไปแล้วจะหมักโดยการคลึงแป้งเป็นก้อนกลมแล้วหมักในอ่างผสม หรือจะคลึงเป็นก้อนกลมแล้วพักบนโต๊ะ โดยใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมก้อนแป้งเพื่อป้องกันไม่ให้ผิดหน้าของก้อนแป้งแห้ง
3. การไล่อากาศในก้อนแป้ง
หลังจากที่แป้งถูกหมักจนได้ที่แล้วค่อยไล่ลมออก ให้แก๊สที่มีมากเกินไปนั้นออกไปเพื่อให้ขนมปังมีเนื้อที่เนียน วิธีการคือใช้มือกดเบาๆ ที่ก้อนแป้ง หรือใช้เครื่องรีดเพื่อไล่อากาศ
4. การเตรียมก้อนแป้งก่อนใส่ไส้หรือพิมพ์
หลังจากการไล่อากาศในก้อนแป้งแล้ว ตัดก้อนแป้งตามขนาดที่ต้องการ หลังจากนั้นใช้มือหรือเครื่องคลึงให้แป้งเป็นก้อนกลมจนผิวหน้าเรียบเนียน จากนั้นจะขึ้นรูป พักลงในพิมพ์หรือจะพักให้ขึ้นเป็นสองเท่าและนำมาใส่ไส้ตามต้องการ
5. การพักแป้งในพิมพ์
การพักแป้งในครั้งนี้ ระยะเวลาในการพักจะขึ้นอยู่กับขนาดและรูปร่างของก้อนแป้งและอุณหภูมิที่ใช้ในการหมัก โดยทั่วไปแล้วจะใช้อุณหภูมิที่อยู่ประมาณ 32-40 องศาเซลเซียส ซึ่งในระหว่างการหมักนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมแป้งด้วย เพื่อป้องกันผิวหน้าของก้อนแป้งแห้งกระด้าง แต่ปัจจุบันถ้าเป็นระบบอุตสาหกรรมหรือร้านที่ขายดีก็จะใช้ตู้หมักแป้ง โดยตู้หมักแป้งนี้สามารถปรับระดับอุณหภูมิที่ใช้ในการหมักได้จึงช่วยให้ได้ก้อนแป้งที่พองตัวอย่างรวดเร็ว
6. การอบและการตกแต่งหลังการอบ
อุณหภูมิที่ใช้ในการอบขนมปังโดยทั่วไป จะใช้อุณหภูมิที่ 350-400 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการอบนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนแป้งเช่นกัน โดยก่อนอบบางสูตรอาจจะเพิ่มสีสันให้แก่ขนมปัง โดยจะมีการทาหน้าขนมปังด้วยของเหลวต่างๆ เช่น ไข่ไก่ นมสด เป็นต้น
และเมื่ออบสุกแล้ว ถ้าต้องการให้ขนมปังดูมันเงา ส่วนใหญ่ก็จะทาหน้าขนมปังด้วยนมสดทับอีกทีขนมก็ดูมันเงา จึงนำออกจากพิมพ์หรือถาดอบ บางสูตรก็จะมีการตกแต่งหลังการอบ เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีและดูสะดุดตา น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
ซึ่งการตกแต่งนั้นก็มีหลายวิธี เช่น … การโรยหน้าขนมด้วยน้ำตาลไอซิ่ง หรือการตกแต่งด้วยน้ำสลัดครีม จึงพักบนตะแกรงจนเย็นสนิทเพื่อป้องกันการเกิดราได้ง่าย จากนั้นจึงบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ หลังจากการบรรจุแล้วควรเก็บขนมปังไว้ในห้องที่ไม่แห้งจนเกินไปและมีอุณหภูมิที่เย็นพอเหมาะ
ข้อมูลจาก : ขนมปังเสริมรายได้ 60฿ (สำนักพิมพ์แม่บ้าน)
เครื่องมือและเครื่องใช้ในการปฏิบัติการทำเบเกอรี่ การทำอุตสาหกรรมเบเกอรี่ หรือการผลิตเพื่อรับประทานขึ้นเองนั้น ล้วนแต่จะต้องใช้เครื่องมือและเครื่องใช้ต่างๆ หลายชนิด ซึ่งในปัจจุบันเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ได้มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น และตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดยเครื่องมือเหล่านี้สามารถผลิตขนมออกมาได้ดีมีประสิทธิภาพเท่ากับมนุษย์ควบคุม เครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่…
1. เครื่องมือประเภทที่ใช้มือ
1) พิมพ์เค้กขนาดต่างๆ โดยรูปแบบหรือรูปทรงนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการโดยทั่วไป แล้วมักจะผลิตด้วยสเตนเลสเหรืออลูมิเนียม
2) พิมพ์กดขนาดต่างๆ ใช้สำหรับกดหรือตัดแป้งและคุกกี้ให้มีลวดลายต่างๆ
3) หัวบีบเค้ก ใช้สำหรับแต่งหน้าเค้กให้มีลวดลายที่สวยงาม
4) แผ่นโลหะหรือพลาสติก สำหรับตัดก้อนแป้งหรือขูดเศษแป้งที่ติดกับโต๊ะ
5) ตะแกรงลวดหรือแร็ค ใช้สำหรับพักขนมให้เย็นสนิทหลังจากอบสุกแล้ว
6) ไม้คลึงแป้งขนาดต่างๆ ใช้สำหรับคลึงแป้งหรือรีดให้เป็นแผ่นเรียบและบางตามขนาดที่ต้องการ
7) เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของส่วนผสม เช่น ช็อกโกแลต น้ำเชื่อม ฯลฯ
แปรงสำหรับปัดแป้ง เป็นแปรงขนอ่อนใช้สำหรับปัดฝุ่นแป้งที่ไม่ต้องการออกจากก้อนแป้งหลังจากรีดเสร็จ
9) พายไม้ขนาดต่างๆ ใช้สำหรับกวนส่วนผสมที่ข้น หรือกวนไส้ขนมบางชนิด เช่น ไส้สังขยา…
10) พายยางหรือพายพลาสติก ใช้สำหรับปาดส่วนผสมให้เข้ากันดี ลักษณะของพายนั้นได้ออกแบบมาให้มีลักษณะบางและอ่อนโค้งตามภาชนะ จึงช่วยให้สะดวกยิ่งขึ้นในการผสมส่วนผสม
11) ลูกกลิ้ง สำหรับตัดแป้งพาย
12) สปาตูล่าร์ ใช้สำหรับในการปาดครีมบนหน้าเค้กให้เรียบ ลักษณะจะคล้ายกับใบมีดแต่ไม่มีความคมทั้งสองด้าน
13) ตะกร้อมือหรือตะกร้อลวด มีหลายขนาดให้เลือก ใช้สำหรับตีส่วนผสมให้ขึ้นฟูหรือผสมส่วนผสมให้เข้ากัน
14) แป้นหมุน สำหรับแต่งหน้าเค้ก มีทั้งแบบโลหะและพลาสติก
2. เครื่องมือประเภทเครื่องทุ่นแรง
เครื่องมือประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนใช้ควรศึกษาคู่มือการใช้ให้ละเอียด ทั้งในเรื่องของวิธีการใช้และวิธีการเก็บรักษา เครื่องมือชนิดนี้มีหลายประเภท เช่น…
เครื่องผสมแนวตั้ง เครื่องผสมชนิดนี้นิยมใช้กันมากในอุตสาหกรรมทั้งขนาดย่อมและขนาดใหญ่ เพราะสามารถทำงานได้หลายอย่าง เช่น ตีไข่ ตีเนย และนวดแป้ง อีกทั้งเครื่องชนิดนี้มีจำหน่ายหลายขนาดให้เลือกได้อย่างเหมาะสม
เครื่องผสมแบบ 2 แขน ตัวเครื่องประกอบด้วยแขนเหล็ก 2 แขน มีลักษณะปลายงอนวดเข้าหากัน ตัวเครื่องจะนวดแป้งอย่างช้าๆ จนเนียน เครื่องผสมชนิดนี้จะเหมาะแก่การนวดแป้งขนมปังได้เป็นอย่างดี
เครื่องผสมแบบแนวนอน เป็นเครื่องผสมที่ใช้ในการนวดแป้งเพื่อทำขนมปังเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถตีไข่หรือตีเนยได้
เครื่องรีดแป้งพายหรือเดนิช ใช้สำหรับรีดแป้งให้มีแผ่นบางๆ ได้ขนาดตามที่ต้องการ
ที่มาข้อมูล : หนังสือ International Desserts ขนมหวานนานาชาติ